วันจันทร์ที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

พุทธคัมภีร์ : ตระกร้าสามใบ สามภาษา

ภัทรารัตน์ สุวรรณวัฒนา แปลและเรียบเรียง โดยอิงเนื้อหาหลักจาก The Eternal Legacy – An Introduction to the Canonical Literature of Buddhism, Chapter 17 : Collected Editions

พุทธคัมภีร์ สถิตย์ไว้ซึ่งจิตวิญญาณอันทรงพลังแห่งพุทธศาสนา และด้วยธรรมชาติที่ไม่ผูกขาดการถ่ายทอด “พุทธวัจนะ” ไว้กับภาษาใด คำสอนในพระพุทธศาสนาจึงรุ่มรวยหลากรส ตอบโจทย์ความแตกต่างแห่งสรรพชีวิตผู้รับธรรม  หากไม่นับความสูญหายหลายศตวรรษแห่งการถ่ายทอดพระธรรมคำสอน และหากไม่นับคัมภีร์อันเป็นเอกเทศซึ่งถูกพบในเนปาลหรือที่ถูกกู้คืนในเอเชีย กลาง สิ่งซึ่งตกทอดถึงเราก็คือชุมนุมคัมภีร์อันเลอเลิศ สามแบบฉบับ กล่าวคือ;

๑) พระไตรปิฏกซึ่งรจนาด้วยภาษาบาลี
๒) ซานชาง (三仓 - San Tsang) ในภาษาจีน
๓) กันจูร์ (བཀའ་འགྱུར། - Kngyur) ในภาษาธิเบต


พระไตรปิฏกฉบับบาลีนั้นถือว่าเก่าแก่ที่สุดในฐานะชุมนุมคัมภีร์ ทั้งยังถือเป็นตัวแทนพุทธธรรมคำสอนตามตำหรับพระเวทยุคกลาง ซึ่งได้รับการรักษาและเติมแต่งโดยสำนักหินยานยุคต้นๆและได้รับการถ่ายทอดปาก ต่อปากจากอินเดียสู่ศรีลังกา อันเป็นดินแดนเบื้องปลายแห่งการจดจารพุทธธรรมลงเป็นอักขระ  พระไตรปิฏกฉบับภาษาบาลีมีลักษณะเหมือนคัมภีร์ฉบับเทียบเคียงในภาษาสันสกฤต กล่าวคือเป็น ‘ตระกร้าทั้งสาม’ ซึ่งกอปรด้วย ๑) พระวินัยหรือกฏของสงฆ์ ๒) พระสุตตันตหรือบทสนทนา และ ๓) พระอภิธรรมหรือ ‘คำสอนเสริม’ โดย ‘ตระกร้า’ ทั้งสามหมวดนี้ได้รับความเชื่อถือทั้งในศรีลังกาและในเมืองพุทธแถบเอเชีย ตะวันออกเฉียงใต้อย่างพม่า ไทย กัมพูชา และลาว เพราะเมืองพุทธแถบนี้มีความเชื่อกันตามประเพณีว่า พระไตรปิฏกฉบับภาษาบาลีเท่านั้นที่สมบูรณ์และน่าวางใจ เนื่องด้วยเป็นฉบับที่พระสงฆ์เล่าท่องสืบต่อกันมานับแต่ครั้งพระเจ้าอโศก แห่งจักรวรรดิโมริยะตราบจนปัจจุบัน

พระไตรปิฏฉบับภาษาจีนหรือซานชาง (三仓) ซึ่งแปลตรงตัวว่า ‘คลังทั้งสาม’ นั้นเป็นแต่เพียงการรวบรวมบทแปล แต่หาใช่่คัมภีร์ต้นฉบับไม่  หลักใหญ่ใจความของพระพุทธศาสนาแทรกซึมสู่จีนผ่านเส้นทางสายไหมตั้งแต่ช่วง ศตวรรษที่ ๑ อันเป็นเวลาที่พระสูตรสี่สิบสองบทถือกำเนิดขึ้น พระสูตรเหล่านี้ได้รับการส่งทอดไปอีกกว่าสิบสองศตวรรษ ในช่วงที่นักวิชาการจีนและอินเดียนับร้อยพากันแปลคัมภีร์จากภาษาสันสกฤต บาลี ธิเบตและจากแหล่งอื่นๆ ดั่งนี้ ผลงานการแปลนับพันจึงผลิบาน โดยอินเดียยอมเรียกขานว่าเป็นศาสนคัมภีร์ ภายหลัง ระหว่างคริสตศักราช ๕๑๘ ถึง ๑๗๓๗ พุทธคัมภีร์ต่างๆทั้งฉบับลายมือและฉบับพิมพ์ออกสู่สายตามหาชนผ่านพระบัญชา ของบรรดาจักรพรรดิผู้เรืองอำนาจ ทั้งนี้ จักรพรรดิผู้ก่อตั้งราชวงศ์ถัง (唐代) ทรงมีพระบัญชาให้เผยโฉมพุทธคัมภีร์ฉบับพิมพ์เป็นครั้งแรก ในคริสตศักราช ๙๗๑

ถ่ายถอดความถวิลหา ด้วยว่ามีแรงบันดาลใจ


รัตติกาล

โอ้ ชายผู้เป็นที่รักแห่งวันวาน ผู้เคยมีฉันเป็นอุดมคติอันเลิศเลอ
ความปรารถนาที่จะรู้จักเธออีกครั้งอาจเป็นความเห็นแก่ตัวอย่างหนึ่ง
ทว่า มันก็อาจเป็นความเห็นแก่ตัวในอีกรูปแบบเช่นกัน หากฉันปฏิเสธที่จะพบเธออีก เพียงเพราะมิปรารถนาให้เธอเห็นความเปลี่ยนแปลงแห่งรูป ซึ่งจะยังให้เกิดการแปลงนามหรือมโนคติแห่งความสัมพันธ์ของเราสอง

บัดนี้ ฉันหวนมาแล้ว

โอ้ ยอดรัก กอดฉันเถิด…  ด้วยประกายแห่งดวงจันทร์อันหวานรัญจวน
ให้ความถวิลหาโถมถาในเรือนร่างแห่งกันและกัน ดั่งที่มันลูบไล้วิญญาณดวงนั้นในคืนมืดอนธกาล
โอ้ ยอดรัก มองตาฉันเถิด ด้วยดวงตาอันเร้นลับเปี่ยมมนต์สะกดของเธอ
โอ้ ยอดรัก แนบหน้าฉันเถิด ด้วยดวงหน้าคมเข้มของเธอซึ่งทรงพลังดั่งจันทรคราสอันเย้ายวน
โอ้ ยอดรัก ศิลปะวิจิตรเลอเลิศใดใดก็มิอาจเทียบกับศิลปะจากดวงวิญญาณเธอ
เพราะทุกอย่างเกี่ยวกับเธอนั้นช่างชวนให้โหยหาและตราตรึง


อีรอสเป็นพยาน ศิลปะแห่งค่ำคืนนี้คือกอดฉันให้เนิ่นนาน ประหนึ่งรัตติกาลนี้เป็นนิรันดร์เถิด
---------------------------------------------------------------

จงเพ้อฝัน ในรัตติกาลแห่งฤดูฝนเสียก่อนเถิด ครั้นรุ่งสาง เงื้อมมือไร้ปรานีแห่งอดีตกาลเหล่านั้นจะรุมฉุดดวงวิญญาณเจ้าออกจากเรือน รังอันสงบ - มารร้ายนั้นผิวเผินอาจดูดี อาจพร่ำเพ้อถึงความทรงจำอันเดียงสา อาจกล่าวว่าเจ้าน่าเชยชิดพิสมัยเพียงไร ขณะที่นิ้วโชกไปด้วยเลือดของเจ้า บอกข้าเถิด นี่คือความการุณย์หรือไร? - แปลงจาก "มวลดอกไม้"


---------------------------------------------------------------

ทิวากาล

ใช่ แล้ว ฉันเพิ่งตระหนักว่าฉันไม่อาจยอมรับทุกสิ่งที่ผันผ่านด้วยความอาจหาญได้เสมอ ไปและเมื่อตรวจสอบใคร่ครวญ ฉันก็พบว่าชีวิตอาจไม่ได้ถูกต้องทุกกรณี อย่างที่รษกล่าวไว้

ฉันมิได้เสียดายรัตติกาลก่อน พร้อมบทกวีแปดหมื่นสี่พันบทนั้นหรอก

ฉัน เสียดายภาพฝันในวัยเยาว์ที่เธอและฉันต่างใส่เครื่องแบบสีขาวและมีความสุขจาก สนทนากันและเดินไปส่งกันและกันทุกเมื่อเชื่อวันเพียงเท่านั้น

ฉันเห็นแก่ตัวและไม่ตระหนักในสััจธรรมอีกแล้ว จึงปรารถนาจะก้าวลงแม่น้ำสายเดิมถึงสองครั้ง


เฮราคลิตัสเป็นพยาน ฉันไม่ได้ลืมปรัชญาของท่านเลย...




©ภัทรารัตน์ สุวรรณวัฒนา
แต่งจากแรงบันดาลใจแห่งดวงดาวซึ่งโคจรในราศีมีน พฤษภ กรกฎ


“สายธรรมพระพุทธเจ้า” (Introducing Buddha)

มติชนสุดสัปดาห์ คัมภีร์พุทธธรรมสมัยใหม่ : ไม่มีอะไรที่ไม่ใช่ธรรม
เอื้อ อัญชลี เขียน


หนังสือเรื่อง “ สายธรรมพระพุทธเจ้า”  (Introducing Buddha)  เขียนโดยเจน โฮป  แปลโดย ภัทรารัตน์  สุวรรณวัฒนา  เป็นการสำรวจเส้นทางพุทธธรรม  จากพุทธกาลถึงโลกสมัยใหม่  ด้วยสายตาและท่าทีที่สนุกสนามคมคาย  ผสมผสานระหว่างสื่อทั้งภาพและถ้อยคำ  ทำให้รู้สึกว่าพุทธศาสนาเป็นเรื่องที่เปิดกว้าง  สามารถมีความเต็มอิ่มต่อวิถีชีวิตและตื่นรู้ด้วยหนทางที่ไม่จำกัด  เห็นความต่อเนื่องและแปลความหมายที่ก้าวหน้าขึ้นมาก  จากปรากฏการณ์ในการเข้าสู่สังคมตะวันตกของพุทธศาสนา  กระทั่งพลิ้วไหวระบัดใบแห่งความศรัทธาไปด้วยท่วงทำนองที่ทรงพลังในหลากหลาย รูปลักษณ์  โดยเฉพาะวัชรยานที่เหมือนจะเหมาะสมสำหรับสภาพแวดล้อมของชาวตะวันตก

อย่าง พุทธประวัติของพระพุทธเจ้า  สำหรับเถรวาทเป็นประมุขสูงสุดของคณะสงฆ์  สำหรับมหายาน  พระพุทธเจ้าเป็นพระโพธิสัตว์ผู้เปี่ยมด้วยความเมตตาต่อสรรพสัตว์  และสำหรับวัชรยานพระพุทธเจ้าเป็นบุคคลที่เข้าถึงธรรม  ซึ่งหมายถึงความเป็นพุทธะ  หรือความตื่นรู้ที่มีอยู่ในตัวของทุกคน

พุทธ ธรรมสายวัชรยานหรือตันตระ  ได้รับการยอมรับในสังคมตะวันตก  ซึ่งมีรากฐานของการรองรับสิทธิเสรีภาพของปัจเจกชน  การเข้าถึงธรรมที่รู้แจ้งได้ในทุกสภาพของบุคคล  ไม่ว่าจะเป็นนักวิชาการ  พ่อค้า  แม่บ้าน  คนจรหมอนหมิ่น  หรือใครก็ตาม  ล้วนมีสิทธิที่จะเข้าถึงธรรมได้โดยไม่ต้องปฏิเสธตัวตนที่เป็นอยู่  คือการยอมรับธรรมชาติความเป็นจริงตามที่ตัวเองเป็นด้วยความอ่อนโยนต่อ พลังงานด้านต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น  ไม่ว่าจะดีหรือร้าย  และใช้ความเมตตานั้นแปรเปลี่ยนพลังงานไปในทางสร้างสรรค์

เมื่อ ผู้เขียนหนังสือเล่มนี้เป็นชาวพุทธวัชรยาน  ดังนั้น  การนำเสนอพุทธประวัติจึงมุ่งตรงไปที่คำสอนของพระพุทธเจ้า  ซึ่งให้หันหาความรู้แจ้งจากภายในจิตใจของตน

“การศึกษาบนพุทธวิธี  คือ  ความรู้แจ้งในสรรพสิ่ง
การศึกษาตนเอง  คือ  การก้าวข้ามจากการยึดถือในตนเอง
การก้าวข้ามตนเอง  คือ  ความรู้แจ้งในสรรพสิ่ง
ความรู้แจ้งในสรรพสิ่ง  คือ  การศิโรราบกายและจิตของเรา”


การเข้าถึงกายและจิตของตัวเอง  จะหมายถึงการเข้าถึงความต้องการที่แท้จริงของตัวเองเพื่อค้นพบว่าสิ่งนั้นนำไปสู่ความต้องการที่แท้จริงของตัวเอง  เพื่อค้นพบว่าสิ่งนั้นนำไปสู่ความคลี่คลายอย่างใดอย่างหนึ่ง มันอาจเหมาะกับสภาพสังคมที่อนุญาตให้กระทำตามความพึงพอใจ  แล้วใช้ความพึงพอใจนั้นคลี่คลายตัวเองไปสู่ความสงบใจ

อย่างไรก็ดี  มีผู้เข้าใจพุทธตันตระผิดบ่อย ๆ ว่าหมายถึงการทำอะไรก็ได้ที่อยากทำ  ตัวอย่างเช่น  ศิษย์ตันตระผู้หนึ่งชื่อรุทร  อาจารย์บอกว่าให้ค้นหาธรรมจากทุกประสบการณ์ที่ได้พบ  รุทรจึงออกไปตั้งซ่องโจร ปล้น ฆ่า และประพฤติชั่วทุกอย่าง เมื่อกลับไปหาอาจารย์อีกครั้ง  อาจารย์บอกว่าสิ่งที่เขาทำไปนั้นเป็นความผิด  รุทรจึงฆ่าอาจารย์ตาย แท้จริงแล้วเป็นสิ่งที่รุทรไม่ต้องการทำสักนิด  เขาเพียงแต่ตกเป็นทาสของประสบการณ์  เพราะตามสัจธรรมของพุทธศาสนาไม่ว่าสายไหน  คือการแสวงหาหนทางที่อยู่เหนือความทุกข์

อยู่เหนือทุกข์โดยการหักห้ามของหินยาน  อยู่เหนือทุกข์ด้วยการให้ของมหายาน  หรืออยู่เหนือทุกข์โดยการยอมรับอย่างเป็นมิตรของวัชรยาน

“สายธรรมของพระพุทธเจ้า”  เริ่มต้นด้วยพุทธประวัติและธรรมที่พระองค์ได้ตรัสรู้  ซึ่งใจความหลักก็คือ  พระพุทธเจ้าทรงเป็นเจ้าชายที่ถูกกักขังอยู่ในพระราชวังแห่งความสุขล้น  กระทั่งถูกกระตุ้นเร้าด้วยสัจธรรมของชีวิต  ผ่านการศึกษาใคร่ครวญหลากหลายวิธีการ  ตั้งแต่การำบำเพ็ญตบะแบบโยคี  จนเข้าใกล้ความตายถึงได้กระจ่างว่ามิใช่หนทางแห่งความรู้แจ้ง  พระองค์จึงหันไปสร้างกำลังวังชา  และเข้าสู่กระบวนการภาวนาอย่างลึกซึ้ง  กระทั่งทรงเข้าถึงอิสรภาพทางจิตใจ  ความรู้แจ้งรินไหลผ่านเข้ามาเป็นหลักธรรมแห่งอริยสัจ 4 ซึ่งคลอบคลุมชีวิตไว้ภายใต้กฎของความจริงแห่งทุกข์  เหตุแห่งทุกข์  ความดับทุกข์  และวิถีของการอยู่เหนือทุกข์  ด้วยการเจริญภาวนา

การ เจริญภาวนาจึงกลายเป็นหนทางแห่งความรู้แจ้ง  ซึ่งได้ดำเนินมาด้วยการถ่ายทอดปากต่อปาก  และความศรัทธาเชื่อถือก็ก่อรูปลักษณ์ผ่านองค์กรสงฆ์  ซึ่งได้บัญญัติกฎระเบียบต่าง ๆ  ขึ้นมา  จากนั้นการรู้แจ้งด้วยตนเองก็แยกจากความศรัทธาในศาสนา  และยังแตกไปในรูปแบบอื่น ๆ ทั้งหินยาน  มหายาน  และวัชรยาน

เรียกธารธรรมเหล่านี้ว่า  “ไตรยาน”  อันประกอบด้วย

ยานแรก  “หินยาน”  แปลว่า  ยานลำเล็ก  ซึ่งคับแคบ  เพราะถือวินัยอย่างเคร่งครัด  แต่ในทางจิตภาวนานั้นเป็นการชะลอความสับสนของจิต
ยานที่สอง  “มหายาน”  เป็นยานลำใหญ่  ขับเคลื่อนความสันติในใจไปพร้อม ๆ กันกับคนหมู่มาก  ผ่านผู้ซึ่งได้อุทิศตนเป็นพระโพธิสัตว์
และยานที่สาม  “วัชรยาน”  เป็นยานที่ไม่อาจทำลายได้  เพราะความรู้แจ้งนั้นอยู่ภายในธรรมชาติของมนุษย์ พุทธศาสนาแบบดั้งเดิมหรือหินยาน  แพร่หลายจากอินเดียไปในศตวรรษที่ 3  สมัยของพระเจ้าอโศกมหาราชผู้ซึ่งระทมทุกข์จากการก่อสงคราม

ศตวรรษที่ 9 ท่ามกลางความภักดีต่อเทพเจ้าที่หลากหลายของศาสนาฮินดู  ศาสนาพุทธเริ่มออกไปเบ่งบานยังดินแดนอื่น  ทั้งทิเบต  จีน เกาหลี  และญี่ปุ่น  ด้วยรูปลักษณ์ของมหายาน  หรือวิถีแห่งไมตรี

“มหายานเน้นวิถีแห่งไมตรี  หรือการเจริญเมตตาต่อตนเอง  กล่าวคือ  เราต้องเป็นมิตรที่ดีของตนด้วยการเป็นมิตรต่อด้านลบต่าง ๆ ของตน”

“พวก เราแข็งกร้าวเมื่อปฏิเสธบาดแผลภายใน  และต่อว่าผู้อื่นว่าเป็นเหตุแห่งความเจ็บปวดของเรา  หากเมื่อเรายอมรับความเจ็บปวดอย่างเมตตา  เราจะพบว่า  แท้จริงแล้ว  เราอ่อนโยนและบอบบาง”

มหายานมีชื่อเสียงในนามว่า  “เซน”  ซึ่งอิงอยู่กับกับวิธีคิดแบบโลกตะวันออก

น่าสนใจว่าวัชรยานนั้นกลับสอดคล้องยิ่งนักกับสภาพของสังคมตะวันตก กำเนิดของวัชรยานยังประเทศทิเบต  มีศาสนาพื้นถิ่นคือ  “เพิน”  ซึ่งเป็นการบูชาเทพเจ้าต่าง ๆ เช่น  เทพซา  ซึ่งเป็นเทพแห่งพลังจิต  เทพแห่งแสงสว่าง  และลูกเห็บ  เทพเจ้าเหล่านี้เชื่อมโยงระหว่างผืนแผ่นดินกับชาวนา  ครั้นเมื่อศาสนาพุทธเข้ามาก็ไม่ได้มองเห็นอื่นใด  นอกเหนือจากเรื่องพืชพรรณผลผลิต พระศานติรักษิต  เป็นธรรมาจารย์จากอินเดียคนแรกที่มาสู่ทิเบตพร้อมกับภัยธรรมชาติ  ความเป็นพระภิกษุในขนบดั้งเดิมของหินยานและมหายานทำให้ศาสนาพุทธได้รับการ หมางเมิน

กระทั่งการมาถึงของธรรมาจารย์องค์ที่สอง คือพระปัทมสัมภวะซึ่งสำเร็จเป็นสิทธะแห่งตันตระหรือผู้ฝึกวัชรยาน วัชรยานโน้นนำหนทางของการเข้าถึงความรู้แจ้งด้วยประสบการณ์ทุกรูปแบบ  รวมถึงพลังงานทุก ๆ ด้านของมนุษย์ที่ไม่ต้องเก็บกดทำลาย  เพียงแต่รู้จักนำมาแปลงรูปเพื่อกระตุ้นความตื่นรู้จากภายใน
ดังนั้น  ไม่ว่าจะเป็นใครหรืออยู่ในสายอาชีพอะไร  ล้วนสามารถบรรลุศักยภาพด้วยพลังตันตระ

ยกตัวอย่างพระปัทมสัมภวะ  ซึ่งใช้พลังของตันตระที่ไม่ปฏิเสธผู้ต่อต้านศาสนาพุทธที่เรียกว่าปีศาจ  หากเปลี่ยนแปลงพลังของปีศาจเหล่านั้นให้มาเป็นผู้พิทักษ์ศาสนาพุทธแทน  การไม่ทำลายหรือขจัดพลังงานของปีศาจ  ก็คือการแปรเปลี่ยนในความหมายของตันตระ หรือบ้างก็เรียกว่า เป็นการใช้  “ปัญญาบ้า”  หรือพลังงานดิบเหล่านั้นเป็นเครื่องทะลวงพ้นมายา  ทุกคนจึงบรรลุตันตระได้ด้วยวิถีทางของตน  เช่น  เด็กเกเรบรรลุสัจธรรมได้ด้วยการเข้าถึงความเกเร  ไม่ใช่การปฏิเสธความเกเร  หรือเก็บกดพลังงานของความเกเรนั้นไว้ อาจพูดว่าทุกคนย่อม มีสภาพที่เหมาะสมสำหรับตัวเองในการบรรลุธรรม  ไม่ว่าจะเป็นโสเภณี  นักพนัน  กษัตริย์  หรือเจ้าชาย  มีความเสมอภาคในวิถีแห่งการรู้แจ้งได้โดยไม่ต้องเปลี่ยนรูปแบบภายนอก  หากเปลี่ยนที่ภายในจิตใจ

หนทางแห่งวัชรยานย่อมเต็มไปด้วย พลังงานที่ยากควบคุมได้เอง  หากปราศจากอาจารย์ผู้ชี้แนะคงเป็นความเจ็บปวดจนแตกสลายไปเสียก่อน  อาจารย์และศิษย์จึงเป็นความสัมพันธ์อันศักดิ์สิทธิ์ของการฝึกตันตระหรือวัชร ยาน ยกตัวอย่าง มิลาเรปะ ศิษย์ของท่านมารปะ  ซึ่งได้สอนตันตระด้วยการทำลายความคาดหวังของศิษย์  โดยสั่งให้สร้างและรื้อสิ่งก่อสร้างอยู่หลายครั้ง  จนมิลาเรปะเกิดความท้อแท้สิ้นหวัง เมื่อสิ้นหวังและสิ้นความคาดหวังแล้วนั่นเอง  จึงเข้าถึงสภาวะที่ไร้อัตตาความยึดมั่นถือมั่น  ซึ่งเท่ากับบรรลุธรรมโดยไม่รู้ตัว

วิถีตันตระจึงเต็มไปด้วยความรัก  แต่ก็เย็นชายิ่งนัก

ศาสนาพุทธสายวัชรยานเดินทางไปยังประเทศตะวันตก  ด้วยสถานะของผู้ลี้ภัยทางการเมือง ทว่า ผู้ซึ่งเข้าถึงวิถีแห่งตันตระย่อมไม่ยึดมั่น หากยังเปิดรับประสบการณ์ในดินแดนใหม่ และเพราะคนตะวันตกยังไม่ถูกปรุงแต่งด้วยประเพณี  จึงมีจิตใจที่เปิดรับพุทธธรรมด้วยความสดใหม่ สถานการณ์ของศาสนาพุทธในโลกตะวันตกจึงเบ่งบานด้วยท่าทีที่มีแก่นสารอันคมคายเสียมากกว่าการยึดติดรูปแบบของธรรมเนียมความนับถือ ในสังคมตะวันตก  พุทธศาสนาจึงเป็นเรื่องของฆราวาสเสียมากกว่าจะเป็นเรื่องของพระภิกษุสงฆ์  ทว่า  ด้านหนึ่งก็หลงทาง  เช่น  การนับถือศาสนาพุทธที่เฟื่องฟูขึ้นมาพร้อมกับวิถีของฮิปปี้ในปลายยุค 60  ซึ่งไม่ได้มีแก่นสารอย่างแท้จริง

ท่านพุทธทาสได้เคยกล่าวถึง ฮิปปี้ในมุมมองของพุทธศาสนาว่า  ฮิปปี้เพียงแต่เกิดความกดดันทางศีลธรรม  แล้วปลดปล่อยออกมาในรูปแบบของการหลอกตัวเองว่าเป็นความมีอิสระ  หากไม่ใช่วิถีของพุทธบริษัท

สายธรรมของพระพุทธเจ้าที่อยู่ตรงหน้าเรา  หมายถึงการรู้จักตัวเองให้ถ่องแท้



พญานาค ในพระพุทธศาสนาไทย จากสยามถึงประเทศไทยในปัจจุบัน

บทที่หนึ่ง : ที่ทางของพญานาคในอดีตกาล

แปลและปรับเปลี่ยนจาก The place of the Naga in Thai Buddhism, from pre-modern Siam
to modernised Thailand, Section One : The place of the Naga in the past
เขียน (พ.ศ. ๒๕๕๑) แปลและปรับเปลี่ยนบทความ โดย ภัทรารัตน์ สุวรรณวัฒนา

*หมายเหตุ เก็บข้อมูลจากหนังสือและจากการศึกษาสิ่งต่างๆในงานบุญบั้งไฟพญานาค ที่จังหวัดหนองคาย ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๔๖

PDF file available at http://www.openbase.in.th/node/13664


The analysis of tensions in Western monasteries linked to the Thai forest tradition in the lineage of Ajahn Chah : the separation between the ‘original’ Buddhism and ‘Thai’ monastic traditions

Abstract

This short paper is a part of an MA dissertation, The analysis of tensions in Western monasteries linked to the Thai forest tradition in the lineage of Ajahn Chah : the separation between the ‘original’ Buddhism and the ‘Thai’ monastic traditions. The paper was published in an academic journal of the Buddhist Research Institute, Mahachulalongkornrajavidyalaya University, Ayutthaya, Thailand, and was presented at the 2nd International Buddhist Research Seminar at Mahachulalongkornrajavidyalaya University, on Saturday 9th January 2010.

By Pattrarat Suwanwatthana (ภัทรารัตน์ สุวรรณวัฒนา), MA Study of Religions 2008, The School of Oriental and African Studies, University of London.

*หมายเหตุ : ตีพิมพ์บางส่วนของบทความ ในวารสารทางการศึกษาของ The International Association of Buddhist Universities - IABU ซึ่งแจกในาน The 2nd International Buddhist Research Seminar, 8-10 Jan 2010

PDF file available at http://www.openbase.in.th/node/13488

ปรัชญาการศึกษาจาก 《师说》

ภัทรารัตน์ สุวรรณวัฒนา แปลจาก 《师说》
เอกสารประกอบการเรียน ภาคภาษาจีน ศิลปศาสรต์ ม. ธรรมศาสตร์ พ.ศ. 2549




古之学者必有师。
师者,所以传道受业解惑也。
人非生而知之者,孰能无惑?
惑而不从师,其为惑也,终不解矣。

生乎吾前,其闻道也固先乎吾,
吾从而师之;生乎吾後,其闻道也亦先乎吾,
吾从而师之。

吾师道也,夫庸知其年之先後生於吾乎!
是故无贵无贱无长无少,
道之所存,师之所存也。

“三人行,必有我师焉:择其善而行之,其不善者而改之“ -《论语》

ผู้ศึกษาในโบราณกาล จำต้องมีอาจารย์
อาจารย์คือผู้เผยความรู้ สอนให้รู้จักการงาน และคลี่คลายอวิทยา
มนุษย์มิใช่ผู้รู้โดยกำเนิด ก็ใครเล่าจักปราศจากความสงสัย?
หากสงสัยแต่มิไต่ถามอาจารย์ ที่สุดแล้ว เหตุแห่งความสงสัยก็มิได้รับการคลี่คลาย

                  ผู้ที่เกิดเกิดก่อนข้าพเจ้า ย่อมได้รับการศึกษาก่อนข้าพเจ้า
                  ดังนั้น ข้าพเจ้าจักตามไปศึกษาจากเขา
                  แม้นผู้ที่เกิดหลังข้าพเจ้า หากเขาศึกษาก่อนข้าพเจ้าเแล้ว
                  ข้าพเจ้าก็จักตามไปศึกษาจากเขาเช่นเดียวกัน

สำหรับข้าพเจ้า การศึกษาธรรมวิทยา/เต๋า (道) ทั้งหลาย มิพักต้องกังวลถึงวัยวุฒิซึ่งมากหรือน้อยกว่าข้าพเจ้าเลย!
ดั่งนี้ ย่อมไม่มีคำว่าสูงศักดิ์ฤาต่ำต้อย อาวุโสมากฤาน้อย
ธรรมวิทยาสถิตย์ ณ หนใด อาจารย์ย่อมสถิตย์ ณ หนนั้น

สามคน (หมายถึงมหาชน/ทุกคน มิใช่แค่ "สาม" ตามอักขระ) เดินมา ย่อมมีอาจารย์ข้า
เลือก [เรียนรู้] สิ่งที่ดีของเขาแล้วกระทำตาม
สิ่งที่ไม่ดีของเขา [เราก็เรียนรู้และ]ก็เปลี่ยนเสีย - จาก 《หลุนหยู่ว》

หมายเหตุ :เนื่องจากต้นฉบับเป็นภาษาโบราณ การแปลผ่านการตีความนี้อาจมีความคลาดเคลื่อนได้มาก หากผู้ใดมิเห็นพ้องก็แย้งได้เสมอ ยินดีน้อมรับ ด้วยจิตคารวะ

ธรรมชาติแห่งการดำรงอยู่ จากพุทธศาสนายุคต้น

ภัทรารัตน์ สุวรรณวัฒนา แปลจาก Time and Temporality in Indian Buddhism",  Michel Gauvain

The Persistence of Memory, Salvador Dalí


คำสอนยุคต้น เกี่ยวกับธรรมชาติแห่งการดำรงอยู่

ใน “พระสูตร การหมุนวงล้อแห่งธรรม” (ธรรมจักรกัปวัตนสูตร)
พระ ศากยมุนี พระพุทธเจ้าได้ให้พื้นแก่หลักการเรื่องเวลา ภายใต้หลักแห่งความไม่เที่ยง (หรือ อนิจจัง ในบาลี) ของปรากฏการณ์ทั้งปวง ทั้งนี้ พระองค์นำเสนอ อริยสัจข้อแรก คือ ทุกขสัจ หรือ ความจริงแห่งทุกข์
ต่อ จากนั้น ในมหาสูตรสำหรับขจัดตัณหา หรือ “มหาตัณหาสางขยะสูตร” พระองค์ชี้ว่า ไตรลักษณ์ คือ ลักษณะสามประการ ของปรากฏการณ์ทั้งปวงในสังสารวัฏ กล่าวคือ เป็นทุกข์ ไม่เที่ยง (อนิจจัง) และ ไม่มีตัวตน (อนัตตา)


ทุกสิ่ง เป็นเหตุแห่งทุกข์ เพราะเรามีแนวโน้มจะปรารถนาในโลกอันไม่เที่ยงและปราศจากสาระเที่ยงแท้ อีกนัยหนึ่ง ความทุกข์มีเหตุมาจาก มายาภาพแห่งการดำรงอยู่ชั่วคราว ซึ่งเกิดจาก อวิชชา หรือ การไม่ตระหนักรู้ถึงสภาพธรรมที่แท้แห่งการดำรงอยู่ และการดำรงอยู่ได้รับการพรรณาว่าเป็น กระบวนการซึ่งขึ้นกับเหตุปัจจัย อันไม่สิ้นสุด


การขึ้นอยู่กับเหตุปัจจัย นี่เองเป็นโครงสร้างที่แท้แห่งจักรวาล กล่าวคือ ปรากฏการณ์ใดใดดำรงอยู่ได้
ด้วยเหตุและปัจจัย และเนื่องจากเหตุนั้นไม่เที่ยง ผลจึงไม่เที่ยงดุจกัน

กฏแห่งเหตุและผลนี้ นิยามความสัมพันธ์ของเหตุการณ์ คือ ถ้ามี x ก็จะมี Y ตามมา
ถ้า ไม่มี x ก็จะไม่มี Y นี้เรียกว่า การเกิดด้วยเหตุปัจจัย (ปฏิจจสมุปบาท) ซึ่งเป็นแก่นแห่งทางสายกลางของพระพุทธองค์ อันตั้งอยู่ระหว่าง ความเห็นที่ว่า ๑) อัตตาและโลกเที่ยงแท้คงทนอยู่เป็นนิรันดร์ (eternalism) และ ๒) ตายแล้วสูญ (nihilism) คำสอนดังกล่าวสะท้อนหลักการพื้นฐานที่ทำให้เราวิเคราะห์พัฒนาการของหลักการ เรื่องเวลาและ ความไม่เที่ยง ในศาสนาพุทธยุคต้นๆได้

ความเห็นของ สำนักอภิธรรม เกี่ยวกับเวลาและความไม่เที่ยง ถึงแม้พระพุทธเจ้าจะเทศนาถึงกฏแห่งความไม่เที่ยง พระองค์ก็ไม่เคยอธิบายถึงขอบเขตและแบบจำลองของกฏนี้ นี่อาจเป็นเพราะว่าพระพุทธเจ้าตระหนักรู้ธรรมทั้งปวงจากจิตโดยตรง พระองค์จึงไม่ประสงค์จะสร้างระบบภววิทยา (ontological system) แต่ทว่า สำนักต่างๆที่พัฒนาขึ้น ภายในช่วงหลายร้อยปีแรกหลังจากที่พระพุทธเจ้าปรินิพพาน ต้องสร้างระบบภววิทยาที่ดีเยี่ยม เพื่อโต้เถียงต่อกรกับตัวแทนจากศาสนาหรือลัทธิอื่นๆในอินเดีย และเพื่อจะต้านกระแสความคิดจากหลักธรรมย่อยๆอันหลากหลาย ซึ่งเกิดขึ้นภายในพุทธศาสนาเอง

สำนักเหล่านี้ นำเสนอความเห็นซึ่งสอดคล้องกับ หลักธรรมพื้นฐานในพระพุทธศาสนา (อริยสัจ ปฏิจจสมุปบาท อนัตตา และอนิจจัง) และพยายามหาข้อยุติเรื่องขอบเขตของกฏแห่งความไม่เที่ยง โดย พยายามไม่ให้ขัดกับหลักธรรมพื้นฐานที่กล่าวมานี้

หากเราพิจารณาคำสอน ของสำนักอภิธรรมให้ดี เราจะพบว่าคำสอนเหล่านี้เป็นจุดเปลี่ยนแห่งความเข้าใจในกฏของความไม่เที่ยง กล่าวคือ เปลี่ยนจากการตระหนักรู้ธรรมะจากจิตโดยตรง ไปเป็น ระบบภววิทยาที่อธิบายว่าธรรมะนั้นเปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆอย่างฉับพลัน และจริงๆแล้วความเห็นของสำนักอภิธรรมหลายๆสำนักตั้งอยู่ระหว่างความสุดโต่ง ทั้งสองขั้วนี้